Loading...
Larger font
Smaller font
Copy
Print
Contents
สงครามครั้งยิ่งใหญ่ - Contents
  • Results
  • Related
  • Featured
No results found for: "".
  • Weighted Relevancy
  • Content Sequence
  • Relevancy
  • Earliest First
  • Latest First

    บท 2 - การกดขี่ข่มเหงในศตวรรษต้นๆ

    เมื่อพระเยซูทรงเปิดเผยถึงจุดจบของกรุงเยรูซาเล็มและภาพเหตุการณ์ของการเสด็จมาครั้งที่สองให้แก่สาวกทั้งหลายของพระองค์นั้น พระองค์ทรงทำนายถึงประสบการณ์ของประชากรของพระองค์นับตั้งแต่เวลาที่พระองค์ทรงถูกรับไปจากพวกเขา จนถึงเวลาที่พระองค์จะเสด็จกลับมาด้วยฤทธานุภาพและสง่าราศีเพื่อปลดปล่อยพวกเขา จากยอดเขามะกอกเทศ พระผู้ช่วยให้รอดทรงมองเห็นมรสุมที่กำลังถาโถมเข้ามายังคริสตจักรในยุคอัครสาวกและทรงหยั่งลึกลงไปถึงอนาคตกาล พระเนตรของพระองค์เพ่งพินิจถึงมรสุมแห่งการทำลายล้างอันแรงกล้าที่โหมกระหน่ำเข้าใส่บรรดาผู้ติดตามพระองค์ในช่วงยุคมืดและยุคแห่งการกดขี่ข่มเหงที่กำลังจะมาถึง ในพระดำรัสเพียงสั้นๆ ที่กล่าวถึงหมายสำคัญอันน่ากลัวเหล่านั้น พระองค์ทรงทำนายถึงชะตาที่บรรดาเจ้าผู้ครองโลกนี้จะจัดสรรให้กับคริสตจักรของพระเจ้า มัทธิว 24:9, 21, 22 ผู้ติดตามทั้งหลายของพระคริสต์จะต้องก้าวย่างไปตามเส้นทางแห่งความอัปยศอดสู การถูกตำหนิติเตียน และการทนทุกข์ทรมานอย่างเดียวกันกับที่พระอาจารย์ของพวกเขาทรงดำเนินผ่านมาแล้ว ความแค้นเคืองที่ปะทุขึ้นต่อพระผู้ไถ่ของโลกจะปะทะเข้าใส่คนทั้งหลายผู้เชื่อในพระนามของพระองค์ {GC 39.1}GCth17 32.1

    ประวัติศาสตร์ของคริสตจักรในยุคแรกเป็นหลักฐานยืนยันให้เห็นถึงพระดำรัสอันสมจริงของพระผู้ช่วยให้รอด อำนาจของโลกและนรกต่างประดังกันเข้ามาเพื่อต่อต้านพระคริสต์ผ่านทางคนทั้งหลายที่เป็นผู้ติดตามของพระองค์ ลัทธินอกศาสนาเล็งเห็นว่า หากข่าวประเสริฐได้รับชัยชนะ วิหารและแท่นบูชาของเธอคงต้องถูกกวาดล้างลงเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้เธอจึงรวบรวมกองกำลังเพื่อออกกำจัดพวกคริสเตียน ไฟแห่งการกดขี่ถูกจุดให้ลุกขึ้น พวกคริสเตียนถูกปล้นสะดมและต้องระหกระเหินออกจากบ้านเรือนของตน พวกเขา “สู้ทนต่อความยากลำบากอย่างใหญ่หลวง” ฮีบรู 10:32 พวกเขา “พบกับการเยาะเย้ยและการโบยตี และยังถูกล่ามโซ่และถูกขังคุกด้วย” ฮีบรู 11:36 คนจำนวนมากมายต้องประทับตราคำพยานของตนด้วยเลือดของพวกเขาเอง ทั้งขุนนางและทาส คนร่ำรวยและคนยากจน คนมีการศึกษาและคนไร้การศึกษาต่างก็ถูกสังหารอย่างไร้ความปรานีเฉกเช่นเดียวกัน {GC 39.2}GCth17 32.2

    การกดขี่ข่มเหงที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่สมัยของจักรพรรดิเนโรราวๆ ช่วงที่เปาโลพลีชีพเพื่อความเชื่อของตนนั้น ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายศตวรรษด้วยความรุนแรงมากบ้างน้อยบ้าง คริสเตียนถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ ว่าเป็นอาชญากรที่น่ากลัวที่สุด และถูกประณามว่าเป็นต้นเหตุของความหายนะใหญ่หลวงทั้งปวง อาทิ การกันดารอาหาร โรคระบาดร้ายแรง และแผ่นดินไหว ขณะที่พวกเขาตกเป็นเป้าของความเกลียดชังและความหวาดระแวง พวกสายลับที่เห็นแก่ได้เตรียมพร้อมที่จะทรยศผู้บริสุทธิ์ พวกเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการกบฏต่อราชอาณาจักร เป็นมารศาสนา และเป็นเหลือบสังคม คนจำนวนมากถูกจับและโยนให้สัตว์ป่ากัดกิน หรือถูกเผาทั้งเป็นในโรงมหรสพกลางแจ้ง บางคนถูกตรึงกางเขน ส่วนคนอื่นๆ ถูกคลุมตัวด้วยหนังสัตว์ป่าและผลักเข้าไปยังสนามกีฬาเพื่อให้สุนัขฉีกกิน บ่อยครั้ง การลงโทษคนเหล่านี้ถูกนำมาเป็นความบันเทิงหลักในที่สาธารณะของเทศกาลรื่นเริงทางศาสนา ฝูงชนจำนวนมหาศาลมาร่วมชุมนุมกันเพื่อดูสิ่งที่เพลินตาเพลินใจ ทั้งส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและปรบไม้ปรบมือให้กับความเจ็บปวดเจียนตายของพวกเขา {GC 40.1}GCth17 32.3

    ไม่ว่าซอกมุมใดที่ผู้ติดตามพระคริสต์หลบซ่อนตัวอยู่ พวกเขาจะถูกไล่ล่าประหนึ่งสัตว์ป่าไล่ล่าเหยื่อ พวกเขาจำต้องเสาะหาที่ลี้ภัยในสถานที่เปล่าเปลี่ยวห่างไกลจากผู้คน “สิ้นเนื้อประดาตัว ตกระกำลำบากและถูกทำทารุณ แผ่นดินโลกไม่คู่ควรกับคนเช่นนั้นเลย เขาพเนจรไปตามถิ่นทุรกันดารและตามภูเขา ในถ้ำและในโพรงใต้ดิน” ฮีบรู 11:37, 38 โพรงใต้ดินเป็นที่กำบังให้คนนับพันๆ บริเวณใต้เชิงเขานอกกรุงโรมมีอุโมงค์ขุดเป็นช่องทางยาวทะลุผ่านพื้นดินและชั้นหิน ทางเดินที่มืดและเชื่อมต่อกันเป็นใยแมงมุมนี้ขยายวงกว้างออกไปนอกกำแพงเมืองเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ผู้ติดตามพระคริสต์ฝังร่างคนตายไว้ในที่พักสงบใต้ดินเหล่านี้ และ ณ ที่แห่งเดียวกันนี้เองที่พวกเขาพบที่พักพิงในยามที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกเนรเทศ คราเมื่อพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งชีวิตจะทรงปลุกคนทั้งหลายที่ต่อสู้จนเต็มกำลัง เมื่อนั้นคนจำนวนมากที่พลีชีพเพื่อพระคริสต์ก็จะลุกออกมาจากถ้ำมืดเหล่านั้น {GC 40.2} GCth17 33.1

    ภายใต้การกดขี่ข่มเหงอันโหดเหี้ยมอำมหิต บรรดาพยานฝ่ายพระคริสต์เหล่านี้คงความเชื่อของพวกตนไว้มั่น แม้พวกเขาจำต้องสลัดทิ้งความสุขสบายทั้งปวง ต้องถูกบดบังจากลำแสงของดวงสุริยัน ต้องสร้างบ้านพักในที่มืดทึบภายใต้อ้อมกอดอันแสนอบอุ่นของผืนแผ่นดิน กระนั้นพวกเขาก็ไม่เคยปริปากบ่น แต่กลับให้คำหนุนจิตชูใจซึ่งกันและกันด้วยพระวจนะแห่งความเชื่อ ความอดทน และความหวัง เพื่อจะสู้ทนต่อความแร้นแค้นและความทุกข์ทรมาน ซึ่งการสูญเสียสิ่งดีๆ ทั้งหลายทางฝ่ายโลก ก็ไม่อาจกดดันให้พวกเขาละทิ้งความเชื่อของตนในพระคริสต์ได้ การทดลองต่างๆ และการกดขี่ข่มเหงเป็นแต่เพียงบันไดที่จะนำพวกเขาให้ก้าวเข้าใกล้การหยุดพักและบำเหน็จของพวกเขามากยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง {GC 41.1}GCth17 33.2

    เหมือนเช่นผู้รับใช้ทั้งหลายของพระเจ้าในอดีต หลายคน “ถูกทรมาน แต่ก็ไม่ยอมรับการปลดปล่อยเพื่อจะได้เป็นขึ้นมาสู่ชีวิตที่ดีกว่า” ฮีบรู 11:35 สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาหวนรำลึกถึงพระดำรัสของพระอาจารย์ว่าเมื่อถูกข่มเหงเพราะเห็นแก่พระคริสต์ก็จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะบำเหน็จมีบริบูรณ์อยู่ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงผู้เผยพระวจนะทั้งหลายที่มีอยู่ก่อนเหมือนกัน พวกเขาปลาบปลื้มใจที่ถูกนับว่าเป็นผู้ที่คู่ควรต่อการทนทุกข์เพื่อความจริง ทั้งยังส่งเสียงร้องบทเพลงแห่งชัยชนะขึ้นในท่ามกลางเสียงเปรี๊ยะๆ ของเปลวเพลิง พวกเขาเงยหน้ามองดูเบื้องบนด้วยความเชื่อ พลางเห็นพระคริสต์และทูตสวรรค์ทั้งหลายกำลังชะโงกอยู่เหนือเชิงเทินแห่งสรวงสวรรค์ เพ่งดูพวกเขาด้วยความสนใจยิ่งและเห็นชอบกับการยืนหยัดของพวกเขา มีเสียงหนึ่งดังออกจากพระที่นั่งของพระเจ้าลงมายังพวกเขาว่า “เจ้าจงซื่อสัตย์จวบจนวันตาย และเราจะมอบมงกุฎแห่งชีวิตให้แก่เจ้า” วิวรณ์ 2:10 {GC 41.2}GCth17 33.3

    ความพยายามของซาตานในการทำลายคริสตจักรของพระคริสต์ด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่ไร้ผล การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ซึ่งมีพวกสาวกของพระเยซูยอมพลีชีพของตนไม่ได้หยุดชะงักไปเมื่อบรรดาผู้ถือธงชัยที่สัตย์ซื่อเหล่านี้ต้องล้มตายลงในหน้าที่ ความพ่ายแพ้ของพวกเขากลับนำมาซึ่งชัยชนะ แม้คนงานของพระเจ้าจะถูกเข่นฆ่า แต่พระราชกิจของพระองค์ก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ข่าวประเสริฐยังคงแผ่ออกไปและจำนวนสานุศิษย์ก็ทวีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแทรกซึมเข้าไปในดินแดนต่างๆ ที่แม้กระทั่งพญาอินทรีแห่งโรมยังแผ่เข้าไปไม่ถึง มีคริสเตียนคนหนึ่งโต้การคัดค้านเพื่อต่อต้านพวกผู้นำนอกศาสนาที่ผลักดันให้การกดขี่ข่มเหงรุกไปข้างหน้าว่า ท่านอาจ “ฆ่าเรา ทรมานเรา ปรับโทษเรา...ความอยุติธรรมของท่านจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราบริสุทธิ์...หรือความเหี้ยมโหดของท่าน...ก็หาเป็นประโยชน์อะไรแก่ท่านไม่” รังแต่จะเป็นคำเชื้อเชิญที่หนักแน่นขึ้นในการชักนำให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับไปยังความเชื่อของเขา “ยิ่งท่านห้ำหั่นเราบ่อยครั้งขึ้นเพียงไร เราก็ยิ่งทวีจำนวนมากขึ้นเพียงนั้น เลือดของคริสเตียนเป็นเสมือนเมล็ดพันธุ์” Tertullian, Apology, paragraph 50 {GC 41.3} GCth17 34.1

    คนจำนวนนับพันถูกขังคุกและถูกฆ่าตาย แต่ก็มีคนอีกมากมายผุดขึ้นมาแทนที่พวกเขาอย่างรวดเร็ว และคนเหล่านั้นที่ยอมตายเพื่อความเชื่อของตนต่างได้รับการคุ้มครองจากพระคริสต์และถูกนับว่าเป็นผู้มีชัย พวกเขาต่อสู้จนเต็มกำลังและจะได้รับมงกุฎแห่งสง่าราศีเมื่อพระคริสต์เสด็จมา ความอดทนต่อความยากลำบากนานาประการหนุนนำให้คริสเตียนใกล้ชิดกันเองและติดสนิทกับพระผู้ไถ่ของพวกเขามากยิ่งขึ้น แบบอย่างในขณะที่มีชีวิตและคำให้การในขณะที่สิ้นลมเป็นคำพยานอันคงเส้นคงวาให้กับความจริง ข้าทาสในอาณัติของซาตานกำลังปลดตำแหน่งของตน และมาขอสมัครเข้าเป็นทหารภายใต้ร่มธงของพระคริสต์ ซึ่งเป็นจุดที่แทบจะไม่มีผู้ใดเคยคาดคิด {GC 42.1} GCth17 34.2

    ดังนั้นซาตานจึงวางอุบายที่แยบยลขึ้นเพื่อโจมตีการปกครองของพระเจ้าด้วยการปักธงรบของมันลงในคริสตจักรของคริสเตียน หากว่าหลอกบรรดาผู้ติดตามพระคริสต์ให้หลงกลและกระทำตนไม่ให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็จะสูญเสียพละกำลัง ความแข็งแกร่ง และความหนักแน่นมั่นคง และจะตกเป็นเหยื่อได้อย่างง่ายดาย {GC 42.2} GCth17 34.3

    บัดนี้ศัตรูตัวฉกาจพยายามเอาชนะด้วยการใช้เล่ห์เพทุบายแทนการใช้กำลังซึ่งมันเคยใช้แต่ไม่ได้ผล การกดขี่ข่มเหงยุติลง และถูกสวมรอยด้วยภัยจากการเย้ายวนในเรื่องความมั่งคั่งทางกายและเกียรติยศฝ่ายโลก พวกที่กราบไหว้รูปเคารพถูกชักชวนให้ยอมรับความเชื่อของคริสเตียนในส่วนหนึ่ง ขณะที่พวกเขายังคงปฏิเสธความจริงที่สำคัญในส่วนอื่นๆ พวกเขาอ้างตนว่ายอมรับพระเยซูในฐานะพระบุตรของพระเจ้า และเชื่อในเรื่องการสิ้นพระชนม์รวมถึงการกลับเป็นขึ้นจากตายของพระองค์ด้วย แต่กลับไม่มีความสำนึกในความผิดบาปและไม่รู้สึกถึงความจำเป็นในการกลับใจใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงจิตใจ ด้วยการโอนอ่อนผ่อนตามของพวกเขาในบางเรื่องนี้เองที่ทำให้พวกเขาคิดว่าคริสเตียนควรใช้ความประนีประนอมต่อกัน เพื่อว่าทุกฝ่ายจะได้รวมเป็นหนึ่งเดียวบนหลักการแห่งความเชื่อในพระคริสต์ {GC 42.3} GCth17 35.1

    บัดนี้คริสตจักรตกอยู่ภายใต้ภัยอันตรายอันน่ากลัว ที่คุมขัง การทรมาน ไฟ และดาบ ล้วนเป็นพระพรนานัปการเมื่อเทียบกับสิ่งเหล่านี้ คริสเตียนบางพวกยืนหยัดมั่นคงประกาศตัวว่าจะไม่ยอมประนีประนอม ส่วนอีกพวกหนึ่งต่างเห็นชอบกับการผ่อนปรนหรือการดัดแปลงรูปโฉมบางประการแห่งความเชื่อของตนแล้วรวมเป็นเอกภาพกับผู้ที่ยอมรับคริสต์ศาสนาแต่เพียงบางส่วน ทั้งยังยุยงว่าการกระทำเช่นนี้อาจเป็นช่องทางในการนำคนเหล่านั้นไปสู่การกลับใจอย่างแท้จริง นั่นเป็นเวลาแห่งความปวดร้าวอย่างสุดซึ้งสำหรับบรรดาผู้ติดตามที่สัตย์ซื่อของพระคริสต์ ภายใต้เสื้อคลุมแห่งคริสต์ศาสนาจอมปลอมนี้เอง ซาตานจึงกำลังเล็ดลอดเข้าไปในคริสตจักร เพื่อกัดกร่อนความเชื่อและหันเหความคิดของพวกเขาให้ห่างไกลจากพระวจนะแห่งความจริง {GC 42.4} GCth17 35.2

    ในที่สุด คริสเตียนส่วนใหญ่ยอมลดมาตรฐานของตน และมีการรวมตัวกันขึ้นระหว่างคริสต์ศาสนาและลัทธินอกศาสนา แม้ผู้ที่กราบไหว้รูปเคารพจะแสดงตัวว่ากลับใจใหม่และเข้าร่วมกับคริสตจักรแล้วก็ตาม แต่พวกเขายังคงยึดติดอยู่กับรูปเคารพของตน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนสิ่งที่เคยกราบไหว้บูชามาเป็นรูปปั้นของพระเยซู และแม้กระทั่งรูปปั้นของนางมารีย์รวมถึงพวกนักบุญต่างๆ ด้วย เพราะเหตุนี้เชื้อร้ายแห่งการกราบไหว้รูปเคารพจึงแพร่เข้าสู่คริสตจักร และยังก่อให้เกิดผลอันร้ายกาจอยู่เรื่อยมา คำสอนที่ผิดเพี้ยน พิธีกรรมอันงมงาย และพิธีเกี่ยวด้วยเรื่องการกราบไหว้รูปเคารพ ถูกรวมเข้าไว้ในความเชื่อของคริสตจักรและในการนมัสการของเธอ เมื่อผู้ติดตามพระคริสต์รวมเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ที่กราบไหว้รูปเคารพ ศาสนาของชาวคริสเตียนจึงเริ่มเสื่อมถอย และคริสตจักรจึงสูญเสียความบริสุทธิ์และอำนาจของเธอไป อย่างไรก็ตาม ยังมีคนส่วนหนึ่งที่ไม่ได้หลงไปกับการหลอกลวงนี้ พวกเขาคงไว้ซึ่งความจงรักภักดีที่มีต่อพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความจริงและกราบนมัสการพระองค์แต่เพียงผู้เดียว {GC 43.1} GCth17 35.3

    ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นผู้ติดตามพระคริสต์จะแบ่งออกเป็นสองจำพวก ขณะที่พวกหนึ่งหมั่นศึกษาชีวิตของพระผู้ช่วยให้รอดและใช้ความพยายามอย่างจริงจังในการแก้ไขข้อบกพร่องและเดินตามรอยพระบาทของพระองค์ผู้ทรงเป็นแบบอย่างของตน ส่วนอีกพวกหนึ่งกลับหลบเลี่ยงความจริงอันเรียบง่ายที่นำไปปฏิบัติได้ ซึ่งเปิดเผยให้เห็นถึงความผิดพลาดของตน แม้ในสภาพที่ดีที่สุดของเธอ คริสตจักรก็ไม่ได้ประกอบไปด้วยผู้ที่สัตย์ซื่อ ผู้ที่บริสุทธิ์และผู้ที่จริงใจไปเสียทั้งหมด พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงสอนไว้แล้วว่า อย่ารับคนเหล่านั้นที่จงใจเกลือกกลั้วอยู่ในบาปเข้าไว้ในคริสตจักร แต่กระนั้นพระองค์เองก็ยังทรงมีความสัมพันธ์กับผู้ที่มีความบกพร่องในอุปนิสัย และทรงยินยอมให้พวกเขามีสิทธิ์ในการรับผลประโยชน์นานาประการจากคำสอนต่างๆ และแบบอย่างของพระองค์ เผื่อว่าพวกเขาจะมีโอกาสมองเห็นความผิดพลาดของตนและปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง ในท่ามกลางอัครสาวกสิบสองคน มีคนหนึ่งเป็นคนทรยศ ยูดาสได้รับการยอมรับไม่ใช่เพราะอุปนิสัยที่บกพร่องของเขา แต่แม้ว่าเขามีความบกพร่องในอุปนิสัย พระองค์ก็ยังทรงยอมรับเขา พระคริสต์ทรงนำเขาให้มาข้องเกี่ยวกับพวกสาวก เผื่อว่าเขาจะเรียนรู้ผ่านทางคำสั่งสอนและแบบอย่างของพระองค์ว่าสิ่งใดเป็นองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดอุปนิสัยของคริสเตียน แล้วจึงถูกโน้มน้าวให้มองเห็นถึงความผิดพลาดของตน ให้กลับใจใหม่และให้ชำระจิตวิญญาณของตนให้บริสุทธิ์โดยความช่วยเหลือที่มาจากพระคุณของพระเจ้า “ด้วยการเชื่อฟังความจริง” 1 เปโตร 1:22 แต่ยูดาสไม่ยอมเดินตามแสงที่ทรงโปรดส่องมายังเขาด้วยพระมหากรุณาธิคุณ เขากลับปล่อยตัวจมปลักอยู่ในบาป เขาเปิดโอกาสให้การทดลองของซาตานแทรกเข้ามา สันดานชั่วแห่งอุปนิสัยในตัวเขาจึงผุดขึ้น เขาปล่อยให้ความนึกคิดตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอำนาจมืด เขาโกรธเมื่อถูกตำหนิในเรื่องความผิด และจึงถูกชักนำให้ก่ออาชญากรรมอันอุกฉกรรจ์ด้วยการทรยศพระอาจารย์ของเขา ฉันใดก็ฉันนั้น คนทั้งหลายผู้บ่มเพาะความชั่วไว้ภายใต้เปลือกนอกของการนับถือศาสนาจะเกลียดชังผู้ที่มารบกวนความสงบสุขด้วยการประณามวิถีทางแห่งความผิดบาปของพวกเขา เมื่อโอกาสเหมาะๆ มาถึง พวกเขาจะเป็นเหมือนเช่นยูดาส คือทรยศผู้ที่คอยตักเตือนพวกเขาด้วยความหวังดี {GC 43.2} GCth17 36.1

    อัครสาวกเผชิญหน้ากับคนในคริสตจักรที่แสดงตัวว่าเคร่งศาสนา ในขณะที่ยังคงเก็บซ่อนความผิดบาปไว้อย่างลับๆ อานาเนียและสัปฟีราสวมบทบาทของคนหลอกลวงนั้น พวกเขาแสร้งทำว่าได้มอบถวายทุกสิ่งแด่พระเจ้าแล้ว ทั้งๆ ที่ยังคงซุกซ่อนบางส่วนไว้สำหรับตัวเองด้วยความโลภ พระวิญญาณแห่งความจริงทรงเปิดเผยอุปนิสัยที่แท้จริงของผู้เสแสร้งทั้งสองนี้ให้อัครทูตทราบ และการพิพากษาของพระเจ้าได้กำจัดรอยเปื้อนความโสโครกออกไปจากคริสตจักรที่บริสุทธิ์ พยานหลักฐานพิเศษจากพระวิญญาณของพระคริสต์ผู้ทรงทราบความเป็นไปในคริสตจักรนี้ทำให้คนหน้าไหว้หลังหลอกและกระทำความชั่วทั้งหลายอกสั่นขวัญหาย พวกเขาไม่อาจคงความสัมพันธ์อันยาวนานกับตัวแทนของพระคริสต์ที่มีนิสัยและอารมณ์อย่างเสมอต้นเสมอปลายอีกต่อไป และเมื่อเกิดการทดลองต่างๆ ร่วมกับการกดขี่ข่มเหงขึ้นท่ามกลางบรรดาผู้ติดตามของพระองค์ จะมีเพียงผู้ที่เต็มใจละทิ้งทุกสิ่งเพื่อเห็นแก่ความจริงเท่านั้นที่มาเป็นสาวกของพระองค์ ดังนั้น เมื่อเทียบกันแล้ว คริสตจักรจึงคงความบริสุทธิ์ไว้ได้ตราบเท่าที่การกดขี่ข่มเหงยังมีอยู่ แต่เมื่อการกดขี่ข่มเหงสิ้นสุดลง คนทั้งหลายที่ไม่ได้กลับใจด้วยน้ำใสใจจริงและด้วยการอุทิศถวายจนหมดสิ้นเพิ่มจำนวนเข้ามาในคริสตจักร และซาตานก็ได้โอกาสเข้ายึดครองฐานที่มั่น {GC 44.1} GCth17 36.2

    แต่ความปรองดองจะไม่เกิดขึ้นเลยระหว่างพระเจ้าผู้ทรงเป็นเจ้าชายแห่งความสว่างกับเจ้าแห่งความมืด และผู้ติดตามของทั้งสองฝ่ายก็ปรองดองกันไม่ได้เช่นกัน เมื่อคริสเตียนตกลงปลงใจเข้าร่วมพวกกับผู้ที่กลับใจเพียงครึ่งเดียวจากลัทธินอกศาสนา พวกเขาจึงถลำตัวเข้าสู่เส้นทางที่ยิ่งนำให้ไปไกลห่างออกจากความจริง ซาตานก็ยิ่งยินดีปรีดาที่มันล่อลวงผู้ติดตามพระคริสต์จำนวนมากมายมหาศาลจำนวนหนึ่งสำเร็จ จากนั้นมันก็ใช้อำนาจของมันปราบคนเหล่านั้นให้อยู่หมัดยิ่งขึ้น และดลบันดาลให้พวกเขาข่มเหงผู้ที่ยังคงสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า ไม่มีผู้ใดเข้าใจวิธีขัดขวางความเชื่อแท้ของชาวคริสเตียนได้ดีไปกว่าผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ปกป้องความเชื่อเหล่านั้น และโดยการรวมตัวกันระหว่างคริสเตียนที่ละทิ้งความเชื่อและเพื่อนที่กลับใจเพียงครึ่งเดียวจากพวกนอกศาสนานี้เองที่นำมาซึ่งการโจมตีเรื่องสำคัญที่สุดในหลักคำสอนของพระคริสต์ {GC 45.1} GCth17 36.3

    ผู้ที่จะเป็นคนสัตย์ซื่อในการยืนหยัดต่อต้านการหลอกลวงทั้งหลายและสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนต่างๆ ซึ่งปลอมแปลงเข้ามาในคราบของนักศาสนาและแฝงตัวอยู่ในคริสตจักรจำเป็นต้องต่อสู้ด้วยความกล้าหาญชาญชัย พระคัมภีร์ไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นมาตรฐานของความเชื่อ หลักคำสอนเกี่ยวกับเสรีภาพในการนับถือศาสนาถูกตราหน้าว่านอกรีตผิดหลักศาสนา และผู้ที่ยึดความเชื่อนี้ไว้จะเป็นที่เกลียดชังและถูกเนรเทศ {GC 45.2} GCth17 37.1

    หลังจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและรุนแรง คนส่วนน้อยที่ยังคงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ตัดสินใจเลิกคบค้าสมาคมกับคริสตจักรที่ละทิ้งความเชื่อหากเธอยังคงปฏิเสธไม่ยอมปลดปล่อยตัวเองออกจากความเทียมเท็จและการกราบไหว้รูปเคารพ พวกเขาเห็นว่าการแยกตัวออกมาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หากพวกเขาต้องการจะปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่กล้าทนต่อความผิดที่จะนำจิตวิญญาณของตนไปสู่ความตาย และวางแบบอย่างที่เป็นภัยอันตรายต่อความเชื่อของลูกหลาน การจะได้มาซึ่งสันติสุขและความสามัคคีนั้น พวกเขาพร้อมที่จะทำตามข้อตกลงทุกอย่างตราบเท่าที่ยังคงมีความภักดีต่อพระเจ้า เพียงแต่พวกเขารู้สึกว่าแม้สันติสุขก็มีราคาแพงเกินหากต้องซื้อหามาด้วยการยอมสละหลักการ หากความสามัคคีปรองดองจะได้มาด้วยการประนีประนอมความจริงและความชอบธรรมเท่านั้นแล้ว เราก็ขอให้เกิดการแตกแยกแม้ต้องทำสงครามก็ยินยอม {GC 45.3} GCth17 37.2

    จะเป็นการดีต่อคริสตจักรและโลกสักเพียงไร หากหลักการต่างๆ ที่เคยกระตุ้นคนที่มีใจแน่วแน่เหล่านั้นจะถูกรื้อฟื้นขึ้นใหม่ในหัวใจของผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนของพระเจ้า มีการละเลยในเรื่องหลักคำสอนที่เป็นเสาหลักแห่งความเชื่อของคริสเตียนจนถึงขั้นอันตราย แนวคิดที่ว่าหลักคำสอนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรเป็นความคิดเห็นที่กำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ความเสื่อมถอยเช่นนี้กำลังทำให้อำนาจของพวกผู้แทนซาตานแข็งแกร่งขึ้น เช่นนั้นแล้ว บัดนี้ทฤษฎีเทียมเท็จและการหลอกลวงขั้นร้ายแรงซึ่งผู้สัตย์ซื่อในสมัยก่อนเคยเสี่ยงชีวิตเพื่อต่อต้านและเปิดโปงนั้นจึงได้รับการยอมรับด้วยไมตรีจิตจากคนนับพันซึ่งเป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ติดตามของพระคริสต์ {GC 46.1} GCth17 37.3

    แท้จริงแล้ว คริสเตียนในยุคแรกๆ เป็นกลุ่มคนที่มีลักษณะเฉพาะ ความประพฤติอันไร้ที่ติและความเชื่อที่ไม่รวนเรของพวกเขาเป็นคำตำหนิที่รบกวนความสงบสุขของคนบาปอยู่เนืองๆ แม้พวกเขาจะมีจำนวนเพียงน้อยนิด ทั้งยังไม่มีสมบัติพัสถาน ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือยศถาบรรดาศักดิ์ แต่พวกเขาก็สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้แก่ผู้ที่กระทำความชั่ว ณ ที่ใดก็ตามที่อุปนิสัยและคำสั่งสอนของพวกเขาเลื่องลือไปถึง ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงเป็นที่เกลียดชังแก่คนอธรรม ดั่งเช่นที่อาเบลเป็นที่เกลียดชังแก่คนอธรรมอย่างคาอินฉันใด คนที่พยายามผลักไสการหน่วงเหนี่ยวของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะปลิดชีวิตคนของพระเจ้าฉันนั้น และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เองที่ทำให้ชาวยิวปฏิเสธและตรึงพระผู้ช่วยให้รอด เพราะความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ในพระอุปนิสัยของพระองค์ตำหนิความเห็นแก่ตัวและความเสื่อมทรามในตัวเขาอยู่ร่ำไป นับตั้งแต่สมัยของพระคริสต์จวบจนกระทั่งบัดนี้ สาวกผู้สัตย์ซื่อของพระองค์ก็ยังคงปลุกเร้าความเกลียดชังและการโต้แย้งของผู้ที่หลงรักและเดินตามวิถีทางแห่งความผิดบาปอยู่เรื่อยมา {GC 46.2} GCth17 37.4

    แล้วเราจะเรียกข่าวประเสริฐว่าเป็นข่าวแห่งสันติสุขได้อย่างไร เมื่ออิสยาห์ทำนายถึงการเสด็จมาบังเกิดของพระเมสสิยาห์ ท่านขนานนามพระองค์ว่า “องค์สันติราช” เมื่อทูตสวรรค์มาแจ้งข่าวแก่บรรดาผู้เลี้ยงแกะว่าพระคริสต์เจ้าเสด็จมาบังเกิดแล้วนั้น ทูตสวรรค์ทั้งหลายก็ร่วมแซ่ซ้องสรรเสริญอยู่เหนือที่ราบแห่งเบธเลเฮมว่า “พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลายที่พระองค์โปรดปรานนั้น” ลูกา 2:14 ดูเหมือนคำบอกกล่าวที่แจ้งไว้ล่วงหน้าทั้งสองประการนี้จะมีความขัดแย้งกับพระดำรัสของพระคริสต์ที่ว่า “เราไม่ได้นำสันติภาพมาให้ แต่เรานำดาบมา” มัทธิว 10:34 แต่เมื่อทำความเข้าใจให้ถูกต้องแล้ว คำบอกกล่าวทั้งคู่สอดรับกันได้เป็นอย่างดี ข่าวประเสริฐเป็นข่าวแห่งสันติสุข คริสต์ศาสนาเป็นแนวทางซึ่งหากยอมรับและปฏิบัติตามแล้ว ทั่วทั้งโลกก็จะเต็มไปด้วยสันติภาพ ความสมานฉันท์และความสงบสุข ศาสนาของพระคริสต์จะรวมทุกคนที่รับคำสอนเข้าเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์อันแนบแน่นฉันพี่น้อง พระราชกิจของพระเยซูคือการนำมนุษย์ให้กลับคืนดีกับพระเจ้าและด้วยเหตุนี้จึงคืนดีกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ชาวโลกส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของซาตานศัตรูตัวเอ้ของพระคริสต์ ข่าวประเสริฐนำเสนอหลักการในการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างกับอุปนิสัยและความปรารถนาของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง และพวกเขาจึงลุกขึ้นต่อต้าน พวกเขาเกลียดชังความบริสุทธิ์ซึ่งเปิดเผยและกล่าวโทษความผิดบาปของตน ทั้งยังข่มเหงและบดขยี้ผู้ที่รบเร้าถึงเรื่องข้อเรียกร้องอันเที่ยงธรรมและศักดิ์สิทธิ์แห่งข่าวประเสริฐนั้น โดยนัยนี้ที่ว่า ความจริงที่ได้รับการยกย่องเป็นเหตุแห่งความจงเกลียดจงชังและการทะเลาะวิวาท ข่าวประเสริฐจึงถูกเรียกว่าดาบด้วยประการฉะนี้ {GC 46.3}GCth17 38.1

    การเตรียมการอันล้ำลึกของพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงยอมให้คนชอบธรรมทนรับการข่มเหงที่มาจากน้ำมือของคนอธรรมสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้แก่คนมากมายที่อ่อนแอในความเชื่อ มีบางคนถึงกับพร้อมที่จะละทิ้งความไว้วางใจในพระเจ้า เหตุเพราะพระองค์ทรงปล่อยให้คนต่ำช้าที่สุดรุ่งเรืองขึ้น ในขณะที่คนดีและบริสุทธิ์ที่สุดกลับต้องตกระกำลำบากและทนทุกข์ทรมานจากอำนาจที่โหดเหี้ยม จึงเกิดมีคำถามผุดขึ้นมาว่า เหตุไฉนพระเจ้าผู้ทรงยุติธรรม ทรงกอปรด้วยพระเมตตาคุณ และทรงฤทธานุภาพอันไพบูลย์ จึงทรงยอมทนต่อความอยุติธรรมและการกดขี่ข่มเหงได้ถึงเพียงนี้ นี่เป็นคำถามที่เราไม่ควรจะเข้าไปข้องแวะด้วย พระเจ้าประทานสักขีพยานแห่งรักของพระองค์ให้แก่เราอย่างเพียงพอ และเราก็ไม่ควรสงสัยในความรักมั่นคงของพระองค์เพียงเพราะความไม่เข้าใจของเราเองในเรื่องพระราชกิจแห่งการทรงจัดเตรียมของพระองค์ พระผู้ช่วยให้รอดทรงหยั่งรู้ล่วงหน้าถึงความสงสัยที่จะผุดขึ้นในใจของบรรดาสาวกทั้งหลายในห้วงเวลาแห่งการทดลองและความมืดมนนี้ พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาไว้ว่า “จงระลึกถึงคำที่เรากล่าวกับพวกท่านแล้วว่า บ่าวไม่ได้เป็นใหญ่กว่านาย ถ้าพวกเขาข่มเหงเรา เขาก็จะข่มเหงพวกท่านด้วย” ยอห์น 15:20 พระเยซูทรงทนทุกข์เพื่อเรามากเสียยิ่งกว่าที่ผู้ติดตามของพระองค์คนใดจะต้องทนทุกข์เพราะความเหี้ยมโหดของคนอธรรม ผู้ที่ได้รับการทรงเรียกให้ทนทุกข์ทรมานและต้องพลีชีพเพื่อความเชื่อก็เพียงแค่กำลังเดินตามรอยพระบาทของพระบุตรที่รักของพระเจ้าเท่านั้นเอง {GC 47.1} GCth17 38.2

    “องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์” 2 เปโตร 3:9 พระองค์ไม่ได้ทรงลืมหรือละเลยบุตรชายหญิงของพระองค์เลย แต่พระองค์ทรงปล่อยให้คนอธรรมเผยอุปนิสัยที่แท้จริงของตนออกมา เพื่อว่าจะไม่มีผู้ใดที่ปรารถนาจะทำตามน้ำพระทัยของพระองค์อาจถูกหลอกในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเขา อนึ่ง คนชอบธรรมถูกนำลงในเตาไฟแห่งความทุกข์ยากก็เพื่อตัวเขาเองจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ เพื่อแบบอย่างของเขาจะทำให้ผู้อื่นมั่นใจถึงความจริงจังในเรื่องความเชื่อและการนับถือศาสนา และเพื่อที่วิถีทางอันคงเส้นคงวาของพวกเขาจะกล่าวโทษคนไร้ศาสนาและคนที่ไม่เชื่อ {GC 48.1} GCth17 39.1

    พระเจ้าทรงปล่อยให้คนอธรรมรุ่งเรืองและทรงยอมให้เขาเผยความเป็นศัตรูต่อพระองค์ เพื่อว่าเมื่อเขาเติมความชั่วของตนจนเต็มขนาดแล้ว ทุกคนจะเข้าใจถึงความยุติธรรมและพระเมตตาคุณของพระเจ้าในความพินาศย่อยยับของเขา วันแห่งการทรงแก้แค้นของพระองค์เร่งเข้ามา เมื่อทุกคนที่ล่วงละเมิดพระบัญญัติและข่มเหงประชากรของพระองค์จะได้รับค่าตอบแทนอย่างสาสมตามการกระทำของตน เมื่อพฤติกรรมแห่งความทารุณหรือไร้ความเป็นธรรมในทุกๆ รูปแบบที่มีต่อผู้สัตย์ซื่อของพระเจ้าจะถูกปรับโทษเสมือนหนึ่งว่าเป็นการกระทำต่อองค์พระคริสต์เอง {GC 48.2}GCth17 39.2

    ยังมีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญกว่าซึ่งควรได้รับการเอาใจใส่จากคริสตจักรต่างๆ ในสมัยนี้ อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “ทุกคนที่ตั้งใจจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์จะถูกข่มเหง” 2 ทิโมธี 3:12 แล้วเหตุไฉนจึงดูประหนึ่งว่าการข่มเหงหลับใหลไปนานถึงป่านนี้ มีเพียงเหตุผลเดียวคือว่าคริสตจักรคล้อยตามมาตรฐานของโลก จึงไม่อาจปลุกการต่อต้านให้กระพือขึ้น ศาสนาที่แพร่หลายอยู่ในสมัยของเรานี้ ไม่มีลักษณะของความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์แห่งความเชื่อของคริสเตียนในสมัยของพระคริสต์หรือสมัยของอัครทูต ทั้งนี้เนื่องจากวิญญาณแห่งการประนีประนอมต่อความผิดบาป เพราะการละเลยต่อความจริงอันใหญ่ยิ่งแห่งพระวจนะของพระเจ้า และเพราะผู้ศรัทธาในศาสนาเสมอชีวิตของตนมีจำนวนเพียงน้อยนิดในคริสตจักร อันเป็นเหตุให้คริสต์ศาสนากลายเป็นที่นิยมชมชอบแก่ชนชาวโลก ขอให้เกิดการฟื้นฟูความเชื่อและความเข้มแข็งอย่างคริสตจักรสมัยเริ่มแรกขึ้นเถิด แล้ววิญญาณแห่งการกดขี่ข่มเหงจะถูกปลุก และไฟแห่งการประหัตประหารจะถูกจุดให้ลุกขึ้นอีกครั้ง {GC 48.3} GCth17 39.3